บทความ

ไวไฟ (ต้อง) ฟรี

ไวไฟ (ต้อง) ฟรี
10 สิงหาคม 2556 | โดย อะตอม
 2,220

ผลการสำรวจจำนวนมากแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสำคัญมากที่สุดในระหว่างการเดินทางคือการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต

รัฐบาลระดับท้องถิ่นและระดับชาติหลายประเทศต่างเข้าใจถึงความต้องการของนักท่องเที่ยวนี้เป็นอย่างดี จึงพยายามอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวสามารถออนไลน์ได้ฟรีตลอดเวลาที่พำนักอยู่ในประเทศของตน

จากมหานครนิวยอร์กไปจนถึงเกาะที่ห่างไกลอย่างเกาะแปซิฟิก หลายๆ ประเทศและหลายๆ เมืองที่กำลังหาสิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยวจึงเดินหน้าลงทุนวางเครือข่ายการให้บริการไวไฟสาธารณะด้วยความหวังว่า มันจะทำให้นักท่องเที่ยวได้ท่องโลกอย่างมีความสุข และยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสำหรับการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการท่องเที่ยวของพวกเขาด้วย

นักท่องเที่ยวที่เดินทางไปไต้หวันสามารถลงทะเบียนขอใช้ไวไฟฟรีได้ทันทีที่เหยียบเกาะ เพียงแสดงพาสปอร์ตของพวกเขาที่สำนักงานการท่องเที่ยว จากนั้นก็สามารถใช้ไวไฟได้ฟรี กรุงโตเกียวและเกียวโตก็เช่นเดียวกัน ยกเว้นนักท่องเที่ยวที่ได้รับบัตรชั่วคราวให้ใช้ไวไฟฟรีได้ 14 วัน ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงลอนดอนสามารถใช้ “The Cloud” เครือข่ายไวไฟสาธารณะฟรีของบริษัทที่ให้บริการไวไฟชั้นนำของอังกฤษที่มีบริการฮอตสปอตกว่า 16,000 จุดทั่วสหราชอาณาจักร

ทาลลินน์ เมืองหลวงของเอสโตเนีย เป็นแชมป์ของการให้บริการไวไฟฟรีที่คนรู้จักน้อยที่สุด ไวไฟฟรีที่นั่นเป็นขององค์กร Wi-Fi.ee ที่มีสัญญาณครอบคลุมเกือบทั้งเมือง หลายจุดเป็นการให้บริการโดยบริษัทเอกชนแต่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากความร่วมมือของภาครัฐและเอกชน

เกาหลีใต้ถือเป็นผู้นำทางด้านการให้บริการไวไฟสาธารณะฟรี โดยบริษัทแอลจี บริษัทโทรคมนาคมแห่งชาติที่อุดหนุนด้านงบประมาณในการให้บริการเครือข่ายไวไฟฟรีทั่วประเทศรวมถึงบนรถแท็กซี่และรถไฟใต้ดินด้วย

แต่ไม่มีประเทศไหนจะเอาชนะเกาะนีอูเอได้ ในปี ค.ศ. 2003 เกาะขนาดเล็กในหมู่เกาะมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้แห่งนี้กลายเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวในโลกที่ให้บริการไวไฟฟรีทั่วประเทศจนถูกเรียกว่า “ประเทศไวไฟ” แม้ว่าโครงการนี้จะมีปัญหามาตลอด เช่น บางหมู่บ้านก็ไม่มีสัญญาณ ผู้ใช้บริการบางคนก็ต้องจ่ายเงิน มันจึงไม่ใช่ประเทศของไวไฟฟรีอย่างแท้จริง

กระนั้นก็ตาม มันก็เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในขณะที่พวกเขากำลังแล่นเรือและช่วยหยุดยั้งไม่ให้ชาวเกาะอพยพออกจากเกาะ ซึ่งเป็นการทำร้ายเศรษฐกิจของประเทศ

หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า เกาะที่มีประชากรเพียง 2,000 คน เหตุใดจึงมีความชาญฉลาดกว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั้งหมด เหตุผลหนึ่งที่นึกออก คือ การเป็นประเทศเล็กที่ไม่มีอะไรจะสูญเสียทำให้ง่ายต่อการทดลอง ในขณะที่โรงแรมบนเกาะไม่มีคนเข้าพักและต้องประสบภาวะขาดทุน ถ้าไม่ทำอะไรก็เสี่ยงต่อการถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือกลายเป็นเกาะร้างที่ไม่มีใครมาเที่ยว

นักท่องเที่ยวที่เคยชินกับไวไฟฟรีในทุกๆ ที่ที่พวกเขาเดินทางไปสามารถค้นหาไวไฟฟรีได้ไม่ยากบนเกาะอันห่างไกลจากผู้คนแห่งนี้ได้เช่นกัน